Knowledge

สาระและความรู้ดีๆ จากเรา…

PLC คืออะไร?

PLC ย่อมาจาก “Professional Learning Community” หรือ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ”
ซึ่งหมายถึง เป็นการรวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ (Who) ของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษา (Where) อยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร ที่มีวิสัยทัศน์ ค่านิยม เป้าหมาย และภารกิจร่วมกัน (How) โดยทำงานร่วมกันแบบทีมเรียนรู้ ที่ครูเป็นผู้นำร่วมกัน และผู้บริหารเป็นผู้ดูแลสนับสนุน สู่การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ (Why) เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณภาพตนเอง สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ และความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิกในชุมชน

บทความ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)”
บทความ “แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ”

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (30 ส.ค. 2561)

คลิปคัดสรร…



ทำไมต้องมี ว21?

ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ดำรงตำแหน่งครู ได้มีการสั่งสมความชำนาญและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ครูประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้แจ้งให้ส่วนราชการเพื่อทราบและถือปฏิบัติ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ว 21 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เพื่อ…ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ใช้ ว21 เป็นหลักปฏิบัติสำหรับการดำเนินการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ดังนั้น ว21 จึงเป็นวิธีการและหลักเกณฑ์ในการดำเนินการขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ โดยมุ่งเน้นการประเมินผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่และผลงานทางวิชาการตามมาตรฐานวิทยฐานะต่างๆ ที่กำหนดไว้ใน ว20 และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ ว22 ทั้งนี้…จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทางการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน รวมถึงให้เกิดความคุ้มค่าคุ้มทุนกับงบประมาณของรัฐที่ทุ่มลงไปกับการศึกษา โดยเฉพาะค่าตอบแทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (31 ส.ค. 2561)

คลิกดาวน์โหลดเอกสาร จากสำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ

คลิปคัดสรร…


ทำไมการศึกษาไทยต้อง 4.0?

เพราะ…ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค “Thailand 4.0” ที่ต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยการขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของระบบการศึกษาเพื่อการส่งเสริมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ คือเน้นให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งเป็นที่มาของทิศทางในการจัดการศึกษาใหม่ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ของผู้เรียนด้านทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity & Innovation skills) ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญตามกรอบแนวคิดเกี่ยวกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ได้แก่ 1) ความคิดสร้างสรรค์ (Creatively) 2) การทำงานอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น (Work creatively with others) และ 3) การสร้างนวัตกรรม (Implement Innovations) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ โดยมีครูเป็นผู้ช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถริเริ่มสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ ได้เอง ผ่านกระบวนการเรียนการสอนในสาระวิชาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนให้กระจ่างชัดเจน ทำให้การพัฒนาด้านการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูยุคปัจจุบันจึงต้องมีความกระตือรือร้นใส่ใจในการพัฒนาวิชาชีพของตน ทั้งนี้เนื่องจากการนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ช่วยให้บรรยากาศในการเรียนสนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยลดเวลาในการสอน ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น ครูในยุคศตวรรษที่ 21 จึงควรมีสมรรถนะด้านการพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูให้มีความแปลกใหม่และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาในชั้นเรียน

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (3 ก.ย. 2561)

คลิปคัดสรร…


เหตุใด จึงต้องมีโรงเรียนมาตรฐานสากล?

เนื่องจาก…โรงเรียนมาตรฐานสากล (World Class Standard School) เป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนมุ่งให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Learner Profile) เทียบเคียงมาตรฐานสากล (World–Class Standard)  ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก (World Citizen) เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและการจัดการด้วยระบบคุณภาพ โดยการจัดการด้วยระบบคุณภาพเพื่อให้คนในชาติ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของยูเนสโก (UNESCO) ในศตวรรษที่ 21 ทุกประเทศได้มีการพัฒนาและใช้หลักสูตรการศึกษาที่มีเป้าหมายให้ผู้เรียน ได้เรียนเพื่อจะรู้ (Learn to know) เรียนเพื่อที่จะเป็น (Learn to be) เรียนเพื่อที่จะทำ (Learn to do)  และเรียนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้ (Learn to live together) เพื่อสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในฐานะพลเมืองโลก ดังนั้นโรงเรียนมาตรฐานสากล มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก โดยมุ่งหวังที่จะให้โรงเรียนได้พัฒนาต่อยอดคุณลักษณะของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาผู้เรียนมุ่งให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะ มีสมรรถนะ ทักษะ และความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะด้านเทคโนโลยี การสร้างสรรค์ผลงาน  รวมถึงสามารถทำงานร่วมกันผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน ทั้งนี้ ทุกๆ โรงเรียนควรเห็นความสำคัญของระบบคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเตรียมคุณภาพเยาวชนไทย ด้านการศึกษาให้ทัดเทียมนานาชาติ เป็นสมาชิกประชาคมโลกได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้ยังเป็นการสนองนโยบายการบริหารประเทศ ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพระดับสากล และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทย

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (6 ก.ย. 2561)

คลิปคัดสรร…


ทักษะของนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ควรมีอะไรบ้าง ?

บทความเรื่อง “Twenty–First Century Student Outcomes and Support Systems” สะท้อนให้เห็นว่าเด็กในศตวรรษที่ 21 ควรมีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำเป็นอะไรบ้าง ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทักษะในศตวรรษที่ 21 (Skills of the 21st Century) ของ P21 (2006); NCREL/Metiri Group (2003); Howard Gardner (2008); OECD (2005); LEAP (2007); Wagner (2008); Trilling & Fadel (2009); Carlgren (2013); ISTE (2007); Singapore MOE (2010); NAIS (2010); กระทรวงศึกษาธิการ (2551); วิจารณ์ พานิช (2555); ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และคณะ (2554); ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557); ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ (2557); ทิศนา แขมมณี (2557); พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2558) สามารถสังเคราะห์แนวคิดทักษะในศตวรรษที่ 21 ออกเป็น 7 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1) ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaborative, Teamwork & Leadership) 2) การสื่อสาร และความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม (Communication & Cross-Cultural Understanding) 3) สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media & Technology) 4) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา (Critical Thinking & Problem Solving) 5) ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity & Innovation) 6) ชีวิตและอาชีพ (Life & Career) และ 7) จริยธรรม และความรับผิดชอบ (Ethical & Responsibility)

21century

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (9 ก.ย. 2561)

คลิปคัดสรร…


นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู คืออะไร ? สำคัญอย่างไร ?

นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู คือ…เทคนิค วิธีการ รูปแบบ สิ่งประดิษฐ์ หรือสื่อต่างๆ ที่ครูได้คิดค้นและจัดทำขึ้นมาใหม่ ด้านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เพื่อที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ และจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและเป็นประสิทธิผลของโรงเรียน ซึ่งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูนั้นต้องได้รับการทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่า สิ่งที่คิดค้นใหม่นั้นได้ผลดีจริง และคนกลุ่มหนึ่งยอมรับว่าเป็นสิ่งใหม่ โดยมีขบวนการนำเสนอสิ่งใหม่สู่สังคมจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและความเชื่อ ตลอดจนระบบค่านิยมเดิมๆ

ความสำคัญของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู คือ…ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนให้กระจ่างชัดเจน ทำให้การพัฒนาด้านการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สถานศึกษาต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ดังนั้นครูควรสนใจคิดค้นวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนโดยการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เช่นกัน

This slideshow requires JavaScript.

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (13 ก.ย. 2561)


นโยบายการศึกษาของ ศธ ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไร ?

โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การศึกษาจึงถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและเตรียมคนให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐบาลไทย จึงกำหนดประเด็นนโยบายทางการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2554; สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2556; สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ, 2557; สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2557) คือ…

  • มุ่งพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
  • พัฒนาระบบการบริหารการศึกษาอย่างคุณภาพ
  • พัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมของการศึกษา
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
  • การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารและจัดการศึกษา
  • การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
  • การปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ (ยุคศตวรรษที่ 21)

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (20 ก.ย. 2561)


นโยบายการศึกษาไทยในอนาคต มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ?

เริ่มต้นจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ได้ดำเนินการยกร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะ 20 ปี โดยกำหนดวิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป้าหมาย คือ “ความมั่นคง ความมั่งคั่ง ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพิ่มกระจายโอกาสและคุณภาพการให้บริการของรัฐอย่างทั่วถึง เท่าเทียม เป็นธรรม ลดต้นทุนให้ภาคการผลิตและบริการ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการด้วยนวัตกรรม มี 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา คือ…

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความมั่นคง ได้แก่ ยุทธศาสตร์ ที่ 1.3 การรักษาความมั่นคงภายใน และความสงบเรียบร้อยภายใน ตลอดจนการบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนและชายฝั่งทะเล
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 2.5 การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในด้านการขนส่ง ด้านพลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และการวิจัยและพัฒนา
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพศักยภาพคน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 3.1 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3.2 การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึง ยุทธศาสตร์ที่ 3.3 การปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสบนความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 4.1 การสร้างความมั่นคงและการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 5.1 การจัดระบบอนุรักษ์ ฟื้นฟูและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
  • ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 6.1 การปรับปรุงโครงสร้าง บทบาท ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐให้มีขนาด ที่เหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 6.4 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ยุทธศาสตร์ที่ 6.5 การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้ทันสมัย เป็นธรรมและเป็นสากล

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) สำหรับใช้เป็นแผนพัฒนาประเทศไทยในระยะ 5 ปี ซึ่งเป็นการแปลงยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมและวางรากฐานในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21” วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ พัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ พัฒนาสังคมไทยให้ เป็นสังคมแห่ง การเรียนรู้ และคุณธรรมจริยธรรม รู้จักสามัคคี และร่วมมือผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 เพื่อใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศ ได้นำไปใช้เป็นกรอบและแนวทางการพัฒนาการศึกษาและเรียนรู้สำหรับพลเมืองทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต โดยจุดมุ่งหมายที่สำคัญของแผน คือ การมุ่งเน้นการประกันโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาและการศึกษาเพื่อการมีงานทำและสร้างงานได้ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศและของโลกที่ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งความเป็นพลวัตร เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ ก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งภายใต้กรอบแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ได้กำหนดสาระสำคัญสำหรับบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาใน 5 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (Access) ความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity) คุณภาพการศึกษา (Quality) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ในระยะ 15 ปีข้างหน้า โดยมี วิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21” มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ พัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ พัฒนาสังคมไทยให้ เป็นสังคมแห่ง การเรียนรู้ และคุณธรรมจริยธรรม รู้จักสามัคคี และร่วมมือผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง ซึ่งมียุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ 2) การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3) การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 4) การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา 5) การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา

และกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ ใช้เป็นกรอบในการดำเนินงาน และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ คือ “มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขในสังคม” พันธกิจ ประกอบด้วย 1) ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ/ประเภทสู่สากล 2) เสริมสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาของประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และ 3) พัฒนาระบบบริหารจัดการการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล เป้าหมายหลักของแผนพัฒนาการศึกษา ประกอบด้วย 1) คุณภาพการศึกษาของไทยดีขึ้น คนไทยมีคุณธรรมจริยธรรมมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศในอนาคต 2) กำลังคนได้รับการผลิตและพัฒนา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ 3) มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 4) คนไทยได้รับโอกาสในเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และ 5) ระบบบริหารจัดการการศึกษามีประสิทธิภาพและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล

ดังนั้นนโยบายการศึกษาไทยในอนาคต ตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2567) และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574 กับทิศทางที่จะพัฒนาการศึกษาในมิติต่างๆ ทั้งในมิติด้านสังคมและมิติด้านการบริหารจัดการภาครัฐ แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และนโยบายรัฐบาลหรือรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการศึกษาต่อประชากรให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ เพื่อการเป็นพลโลก (Global citizen) โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เทียบเคียงมาตรฐานระดับสากล และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (21 ก.ย. 2561)


การจัดการศึกษาในยุคหลังสมัยใหม่ เป็นอย่างไร ?

แนวคิดยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodern Age) ซึ่งเป็นสภาวะของผู้คนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปลายศตวรรษที่ 20 จนถึงยุคในปัจจุบัน ภายใต้สภาพแวดล้อมของยุคกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นยุคที่บุคคลสูญเสียอัตลักษณ์ของตนไป เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Bergquist, 1993; วสันต์ สุทธาวาศ, 2556) ยุคหลังสมัยใหม่อาจถูกมองว่าเป็นเพียงกระแสที่ฉาบฉวย และมีความขัดแย้งภายในแนวคิดของตัวมันเอง แต่ก็มีมุมมองที่ลึกซึ้งและมีคุณค่าในแง่ของวิจารณญาณ บนพื้นฐานของยุคแห่งการเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ รวมถึงอาจเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการตั้งทฤษฎีใหม่ๆ (Bergquist, 1993; Pease & Fook, 1999) เป็นยุคที่สมมติฐานเกี่ยวกับความสมานฉันท์ในค่านิยมว่าด้วยความเป็นเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ และอิสรภาพทางการเมืองกำลังถูกท้าทาย (ธีรทัต ชูดำ, 2552) อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลังสมัยใหม่จะช่วยให้เรามองเห็น “ความแตกต่าง” ท่ามกลางภาพกว้างของกระแสหลัก ซึ่งจะนำไปสู่การสังเคราะห์ใหม่ระหว่างความคิด และที่สำคัญคือ หลังสมัยใหม่สอนให้เรารู้จักคิดแบบองค์รวม (ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, 2544) และนำไปสู่กระบวนทัศน์ปรัชญาการจัดการศึกษาในยุคหลังสมัยใหม่ มี 2 ประการ (กนกอร สมปราชญ์, 2555) คือ 1) การสร้างภูมิต้านทานด้วยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ 2) การสร้างสิงประดิษฐ์ หรือนวัตกรรม อันเป็นแนวคิดการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ของคนในยุคปัจจุบัน

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (21 ก.ย. 2561)


มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา (ใหม่) เป็นอย่างไร ?

ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำเสนอ “กฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561” ซึ่งมีจุดเน้นด้านการประเมินและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา คือ 1) การประเมินครู 2) การประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนและสถานศึกษา 3) การกำหนดแนวทางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา 4) การทดสอบผ่าน/การซ้ำชั้น ป.6 ม.3 ม.6  5) การพัฒนาแบบทดสอบการศึกษามาตรฐานระดับชาติ 6) การสร้างเครื่องมือ ระบบ วิธีประเมิน และ 7) การประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งในกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ข้อ 3 ให้สถานศึกษาดำเนินการดังนี้

Assu-01

โดยระบบการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษาใหม่นี้ มีนโยบายคือ… 1) ปรับจำนวนมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่สะท้อนคุณภาพ 2) ลดภาระการประเมินที่ยุ่งยากกับสถานศึกษา 3) ลดการจัดทำเอกสารเพื่อการประเมิน 4) ปรับปรุงกระบวนการประเมินที่สร้างภาระแก่สถานศึกษา และ 5) ปรับมาตรฐานผู้ประเมินให้ได้มาตรฐาน

จากกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 นำมาสู่ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ให้ใช้มาตรฐานการศึกษา ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2561” (ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561) ดังนี้

มาตรฐานการศึกษา ระดับปฐมวัย
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก

1.1 มีพัฒนาการด้านร่างกาย แข็งแรง มีสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัย ของตนเองได้
1.2 มีพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ควบคุม และแสดงออกทางอารมณ์ได้
1.3 มีพัฒนาการด้านสังคม ช่วยเหลือตนเอง และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
1.4 มีพัฒนาการด้านสติปัญญา สื่อสารได้ มีทักษะการคิดพื้นฐาน และ แสวงหาความรู้ได้
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ
2.1 มีหลักสูตรครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น
2.2 จัดครูให้เพียงพอกับชั้นเรียน
2.3 ส่งเสริมให้ครูมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์
2.4 จัดสภาพแวดล้อมและสื่อเพื่อการเรียนรู้ อย่างปลอดภัย และเพียงพอ
2.5 ให้บริการสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการจัด ประสบการณ์สำหรับครู
2.6 มีระบบบริหารคุณภาพที่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3.1 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ
3.2 สร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข
3.3 จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย
3.4 ประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพจริง และนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไปปรับปรุงการจัดประสบการณ์และพัฒนาเด็ก

Assu-02

มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน

1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน 1) มีความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณ 2) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหา 3) มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม 4) มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา 6) มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ
1.2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1) การมีคุณลักษณะและค่านิยมที่ดีตามที่สถานศึกษากำหนด 2) ความภูมิใจในท้องถิ่นและความเป็นไทย 3) การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและหลากหลาย 4) สุขภาวะทางร่างกาย และจิตสังคม
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ
2.1 มีเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่สถานศึกษากำหนดชัดเจน
2.2 มีระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษา
2.3 ดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรสถานศึกษา และทุกกลุ่มเป้าหมาย
2.4 พัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ
2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
2.6 จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3.1 จัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้
3.2 ใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
3.3 มีการบริหารจัดการชั้นเรียนเชิงบวก
3.4 ตรวจสอบและประเมินผู้เรียนอย่างเป็นระบบ และนำผลมาพัฒนาผู้เรียน
3.5 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้

Assu-03

มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศูนย์การศึกษาพิเศษ
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน
1.1 ผลการพัฒนาผู้เรียน 1) มีพัฒนาการตามศักยภาพของแต่ละบคุคล ที่แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ ตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุคล หรือแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว 2) มีความพร้อมสามารถเข้าสู่บริการช่วงเชื่อมต่อ หรือการส่งต่อเข้าสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น หรือการอาชีพ หรือการดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามศักยภาพของแตล่ะบุคคล
1.2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1) มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สถานศึกษากำหนด 2) มีความภูมิใจในท้องถิ่น และความเป็นไทย ตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละบุคคล
มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ
2.1 มีเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่สถานศึกษากำหนดชัดเจน
2.2 มีระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษา
2.3 ดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรสถานศึกษา และทุกกลุ่มเป้าหมาย
2.4 พัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ
2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
2.6 จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3.1 จัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้
3.2 ใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
3.3 มีการบริหารจัดการชั้นเรียนเชิงบวก
3.4 ตรวจสอบและประเมินผู้เรียนอย่างเป็นระบบ และนำผลมาพัฒนาผู้เรียน
3.5 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้

Assu-04

ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรนำกรอบแนวคิดการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 นี้ ไปศึกษาแล้วกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถานศึกษาที่ชัดเจนและให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับนี้ รวมถึงปรับและเตรียมรับการประเมินคุณภาพของสถานศึกษาตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้ใหม่ อย่างไรก็ตามจากคำกล่าวอ้างที่ว่า… จะลดภาระการประเมินที่ยุ่งยากกับสถานศึกษา ลดการจัดทำเอกสารเพื่อการประเมิน ปรับปรุงกระบวนการประเมินที่สร้างภาระแก่สถานศึกษา และปรับมาตรฐานผู้ประเมินให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการปรับค่านิยมของการประเมินที่ยึดติดกับวัฒนธรรมการประเมินแบบเดิมๆ (คือ มีการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่อย่างสมเกียรติแก่คณะกรรมการ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะประเมินเลย) ดังนั้นเราต้องคอยติดตามการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษานี้ต่อไป

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (21 ก.ย. 2561)


นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในยุคนี้ คืออะไร ?

กระแสเกี่ยวกับนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ในยุคนี้ คือ… Active Learning ซึ่งหมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปโดยนักเรียนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ การจัดการเรียนรู้แบบนี้จึงช่วยสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ท้าทายแก่นักเรียน รวมถึงช่วยสร้างความกระตือรือร้นและความมีชีวิตชีวาให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

ลักษณะของ Active Learning…

  • เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง
  • เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
  • นักเรียนได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบและมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ร่วมกัน
  • เน้นให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดขั้นสูง
  • ความรู้เกิดจากประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน
  • และผู้สอนเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการสอนสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ควรมี คือ… 1) สร้างความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อ (Technological, information and media fluencies) 2) สอนในบริบทที่หลากหลาย (Contextually) 3) เป็นการสอนที่บูรณาการศาสตร์ต่างๆ (Inter-disciplinary) 4) ฝึกการทำงานแบบร่วมมือกัน (Collaboratively) 5) ใช้วิธีเรียนรู้แบบโครงงาน (Project based learning) 6) ส่งเสริมให้สามารถแก้ปัญหา (Problem Solving) 7) มีการประเมินที่ครงไปตรงมา (Transparently) และ 8) พัฒนาทักษะการคิด (Thinking Skills)

Inno-07.png

และวิธีสอนสำหรับศตวรรษที่ 21 ควรมีลักษณะ ดังนี้ คือ 1) มีเป้าหมายการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงให้กับผู้เรียน 2) กระตุ้นให้ผู้เรียนเรียรู้ร่วมกันโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดทักษะการทำงานเป็นทีม มีการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาระหว่างศาสตร์ต่างๆ 3) ใช้เทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือดิจิตัลเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างศาสตร์ต่างสาขากัน 4) ประเมินผู้เรียนโดยมีการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนใช้ทั้งการประเมินตนเองและประเมินโดยผู้อื่น มีกิจกรรมการเรียนที่สอดคล้องกับการประเมิน มีการให้ข้อมูลป้อนกลับที่เหมาะสมและทันเวลา 5) การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาโดยปัญหามาจากสภาพความเป็นจริง มาจากบริบทที่หลากหลายและเรียนแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ 6) ใช้วิธีการเรียนรู้จากการทำโครงงานโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการทำงานร่วมกันและมีการบูรณาการข้ามศาสตร์ 7) พัฒนาให้เกิดการใช้สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ และ 8) ส่งเสริมการสะท้อนความคิดโดยตนเองและระหว่างตนกับคนอื่นๆ

Inno-08

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (28 ก.ย. 2561)


ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยเข้าใจสมองเด็กได้อย่างไร?

การทำงานของสมองนั้น เป็นการทำงานของเซลล์สมองหนึ่งแสนล้านเซลล์ ใช้ระบบสารเคมี ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า โดยเซลล์สมองตัวที่หนึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองตัวที่สอง และ เซลล์สมองตัวที่สาม และต่อไปเรื่อยๆ มีการส่งต่อสัญญาณประสาทระหว่างกันที่จุดซิแนปส์ การส่งสัญญาณประสาทที่จุดนี้จะอยู่ในรูปสารเคมี เรียกว่า สารส่งสัญญาณสมอง ซึ่งสารนี้แบ่งตามหน้าที่ได้ 2 ส่วน คือ การกระตุ้น และการยับยั้ง นอกจากนี้เซลล์สมองยังมีไมอิลินช่วยในการเร่งสัญญาณประสาท และมีเซลล์เกลียเป็นเซลล์ค้ำจุล

พัฒนาการของสมองในช่วง 2 ปีแรก มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด และลดลงบ้างในวัย 6-10 ปี และหลังจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจนถึงวัยชรา ใยประสาทยังคงเกิดขึ้นแต่น้อยลงมาก ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นและการใช้งานสมอง หากเรามีการบริหารสมองที่ดี ก็จะทำให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ถ้าหากเซลล์สมองไม่ได้ถูกกระตุ้นหรือไม่ถูกใช้งานในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เซลล์สมอง ส่วนนั้นก็จะถูกริดทอนการเชื่อมต่อ ทำให้เราสูญเสียความทรงจำ และไม่เกิดการเรียนรู้ และการทำงานของเซลล์สมองกลุ่มนั้นไป ซีรีบรั่มแบ่งออกเป็นสมองซีกซ้ายและซีกขวา ซึ่งแต่ละซีกจะมีหน้าที่แตกต่างกัน

หลักในการพัฒนาสมอง นอกจากจะมาจากธรรมชาติที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษหรือพันธุกรรม ที่ได้มาจากพ่อกับแม่มาแต่กำเนิดแล้ว แต่สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางสมอง เช่น อาหาร อารมณ์ การฝึกฝนใช้สมอง เป็นต้น กลไกการเรียนรู้ของสมองค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน อย่างไรก็ดี ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงาน และธรรมชาติใน     การเรียนรู้ของสมองนี้  สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดของมนุษย์หรือผู้เรียน

บทความเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น 8 เรื่องย่อย ได้แก่

This slideshow requires JavaScript.

ผู้เขียน: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (7 พ.ย. 2561)


บทความวิชาเคมี: วิวัฒนาการอะตอม

สารแต่ละชนิดมีสมบัติที่แตกต่างกันและประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่เฉพาะตัวที่เรียกว่าอะตอม อะตอมคืออะไร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร หลายคนคงสงสัย แน่นอนบางคนอาจจะทราบแล้วว่าอะตอมเป็นอนุภาคที่เล็กมาก หากเราเปรียบเทียบขนาดอะตอมกับลูกปิงปอง ก็เปรียบเสมือนกับขนาดของลูกเทนนิสเทียบกับโลกของเรา การศึกษาให้ทราบว่าอะตอมมีลักษณะอย่างไร ทำให้เราสามารถอธิบายสมบัติและปรากฏการต่างๆ ของสารได้ ทฤษฏีเกี่ยวกับโครงสร้างอะตอม ได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ทดลอง เสนอแนวคิด และสร้างทฤษฎีที่ทำให้เราเข้าใจถึงลักษณะของอะตอมมาจนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิวัฒนาการอะตอม…

ดาวน์โหลดบทความฉบับเต็ม…วิวัฒนาการอะตอม

โพสต์โดย: ดร.ธีรพงษ์ แสงสิทธิ์ (12 ม.ค. 2562)